Home » รายละเอียดกิจกรรม

รายละเอียดกิจกรรม

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่

บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้ในอดีต มีลักษณะเป็นป่าเต็งรังที่เสื่อมโทรม ไม่มีราษฎรอยู่อาศัย จนกระทั่งในปีพ.ศ.2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะใช้ลุ่มน้ำดังกล่าวเป็นพื้นที่สำหรับศึกษา ทดลอง โดยการระดมความคิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในภาคเกษตร สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมหาแนวทางการพัฒนารูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคเหนือ และเผยแพร่แก่ราษฎรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ราษฎรในพื้นที่ รวมทั้งเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำภาคเหนือได้อย่างยั่งยืน

ศูนย์การศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี

อ่าวคุ้งกระเบน ครอบคลุมชายฝั่งทะเลโดยรอบ รวม 2,000 ไร่ ศูนย์การศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  จังหวัดจันทบุรี เกิดจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2524   ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่จังหวัดจันทบุรี และได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดว่า “ให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและการเกษตร ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเล และจังหวัดจันทบุรี”พร้อมกับได้พระราชทานเงินที่ราษฎรจังหวัดจันทบุรีทูล เกล้าฯ ถวายในโอกาสนั้น เป็นทุนเริ่มดำเนินการ

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูล้อมข้าว-ภูเพ็ก เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าใหญ่บนเทือกเขาภูพานที่แห่งนี้ถือกำเนิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.2525 โดยเริ่มก่อสร้างที่ทำการศูนย์ฯ เมื่อปี พ.ศ.2527 บริเวณบ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร ด้วยแนวพระราชดำริ “สร้างน้ำ เพิ่มป่า พัฒนาชีวิตแบบพอเพียง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ฯ ขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงมีพระราชดำริถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานความตอนหนึ่งว่า

” ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เดิมเป็นป่าโปร่ง คนไปตัดไม้สำหรับเป็นฟืนและใช้พื้นที่สำหรับทำการการเกษตรกรรม ป่าไม้ที่อยู่เหนือพื้นที่ถูกทำลายไปมาก จึงไม่มีน้ำในหน้าแล้ง น้ำไหลแรงในหน้าฝน ทำให้มีการชะล้าง (Erosion) หน้าดิน (Top Soil) บางลง และเกลือที่อยู่ข้างใต้จะขึ้นเป็นหย่อมๆ “

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  จังหวัดนครศรีธรรมราช

ลุ่มน้ำปากพนัง ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช  ครอบคลุมพื้นที่รวม 13 อำเภอ อดีตขอบลุ่มน้ำแห่ง นี้เคยเป็นพื้นที่ลุ่มที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะปลูก มีการทำนามากที่สุดโดยอาศัยน้ำจากแม่น้ำปากพนังซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของ ลุ่มน้ำปากพนัง จึงเป็นแหล่งปลูกข้าวของภาคใต้  เมื่อเวลาผ่านไป “ลุ่มน้ำปากพนัง” ที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับมีปัญหาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ความต้องการใช้น้ำย่อมมีปริมาณมากขึ้นด้วย  แต่ป่าไม้ต้นน้ำลำธารกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาณน้ำจืดที่เคยดูดซับไว้แล้วทยอยปล่อยลงในแม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขาในช่วงฤดูแล้งลดลงด้วย  รวมทั้งเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองทุก ๆ ด้าน น้ำจืดขาดแคลน-น้ำเค็ม-น้ำเปรี้ยวและน้ำเสีย  จึงเป็นปัญหาที่ชาวลุ่มน้ำปากพนังต้องเผชิญกับการทำนาที่ไม่ได้ผล  ผลผลิตต่ำ  ราษฎรมีฐานะยากจน  การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตามแนวพระราชดำริจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย พลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนสู่ลุ่มน้ำปากพนังดังเช่นในอดีต

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี

“หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด” จากพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรัสภายหลังเสด็จราชดำเนินเยี่ยมราษฎรใน พื้นที่บ้านห้วยทราย จ.เพชรบุรี แต่เดิมพื้นที่บริเวณบ้านห้วยทรายถือเป็นแหล่ง ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่ามากมาย โดยเฉพาะเนื้อทราย จึงได้ชื่อว่า “ห้วยทราย” อีกทั้งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และแหล่งอาหารของราษฎร ต่อมาได้ประสบปัญหาระบบนิเวศน์เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ป่าไม้ถูกทำลาย สภาพดินเสื่อมโทรมไม่สามารถปลูกพืชได้  สัตว์ป่าไร้ที่อยู่อาศัย  จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมุ่งหวังที่จะพลิกฟื้นฟูสภาพผืนป่าในพื้นที่บ้านห้วยทรายแห่งนี้ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์  อีกครั้ง ตลอดจนสัตว์ป่ากลับคืนสู่ป่าได้ อีกทั้งพัฒนาแหล่งน้ำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการส่งเสริม พัฒนาอาชีพเลี้ยงตนเองได้ตามหลักทฤษฎีให้เศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างยั่งยืน


Leave a comment